posted on 13 Aug 2009 17:30 by phoovadol
อาศิรวาท
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๒
เคียงดาวเดือนเด่นฟ้า นภาเรือง
เคียงราษฎร์รักเคียงเมือง มิ่งล้อม
เคียงดินดับทุกข์เยือง ยอดเยี่ยม เย็นเอย
เคียงคู่ภูมิพลพร้อม เพริศแพร้วเพ็ญสมัย
คือดินน้ำลมไฟ ให้ความสุข
คือเสียงปลุกเปล่งปัญญามาแต่ต้น
คือเกาะแก้วกลางสายธารต้านความจน คือฟ้ามิ่งมงคล หยาดฝนเย็น
คือพระในโลกเคลื่อนเป็นเพื่อนโลก
คือแสงส่องทุกข์โศกคลายโลกย์เข็ญ
คือลมหายใจแห่งรักประจักษ์เป็น
คือบุญหลวงบำเพ็ญ เป็นบุญญา
คือความกล้ายิ่งกว่ากล้าฝ่าความทุกข์ คือความสุขยิ่งกว่าสุขปลุกรักษาคือแม่ยิ่งกว่าแม่แผ่เมตตา คือชีวาเลี้ยงชีวิตสถิตนาม แม่แห่งบุญคุณธรรมนำบทบาท แม่แห่งชาติคู่ราชันขวัญสยามแม่แห่งยุคยังศิลป์พราวข้าวน้ำงาม แม่แห่งความดีหนักแน่นแก่นธรรมทองให้ห้วงหัตถ์แห่งฟ้ามาแหวกทุกข์ จรุงสุข จรุงดินถิ่นไทยผองสิริกิติ์อุทิศชีวันสร้างครรลอง เกียรติเกริกก้องโลกหล้า “ทรงพระเจริญ”ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า กองทัพบก
(นาย ภูวดล ภูภัทรโยธิน ผู้รจนาบทร้อยกรอง พิมพ์ในหนังสือวันแม่แห่งชาติ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ )
posted on 06 Aug 2009 13:07 by phoovadol
ผีตัวเป็น ๆ น้ำเนื้อในศพแตกกระทบเปลวเพลิงปลายท่อแก๊สที่พวยพุ่งเสียงดัง ตุ๊บ ตั๊บ ตุ๊บ ตั๊บ ให้ตื่นเต้นสัปเหร่อรูปร่างผอมสูงในชุดซาฟารี ผิวดำแดง จมูกบี้คล้ายอึ่งอ่างถูกมอเตอร์ไซค์ทับแบน เขาลากไม้ เขี่ยผีที่ทำด้วยเหล็กท่อแป๊ปขนาด 8 หุน ความยาว 5 เมตร มีคราบน้ำเหลืองระดะโดยรอบอันบ่งบอกได้ว่าผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ซึ่งกำลังเลือกแทงส่วนท้องและทรวงอก เพราะ 2 จุดนี้เผาไหม้ช้ากว่าส่วนอื่นของซาก “พอแล้ว ๆ อย่าแทงแรงเดี๋ยวศพเจ็บ”“ท่านมหาก็มีมุกตลกด้วยหรือนี่” สัปเหร่อสมชายเปรยคำพูดระคนเสียงหัวเราะ ทั้งที่มือยังกำไม้เขี่ยผีอยู่“เฮ้ย ! ก่อนเผาเอ็งเปิดฝาโลงตรวจดูหรือยัง บางศพเจ้าภาพชอบเอาตุ๊กตาพลาสติกและของใช้ใส่ในโลง บางชิ้นก็เป็นอะลูมิเนียม เผายาก กินแก๊สเกิน 2 ถังใหญ่กว่าจะหมด กทม.เขามีคำเตือนมา เราต้องคำนึงถึงเรื่องพอลลูชั่นด้วย ตกลงเอ็งตรวจแล้วใช่ไหม” สมชายพยักหน้าแล้วเอี้ยวตัวไปกดปุ่มปรับอุณหภูมิความร้อนพลังแก๊สให้ได้ระดับองศา โดยตั้งหัวฉีดเผาผีสูงสุด 800 องศา หัวฉีดเผามลพิษควันดำ 900 องศาทันทีที่ปรับปุ่มเผาเสร็จ เขาหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้อ่านสมุดบันทึกที่เก็บได้ในโลง ด้วยความตื่นคิดและติดใจความ ใต้แผ่นอก...ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเท่าดอกบัวตูม เต้น ตึ่ก ตัก ตึ่ก ตัก ๆ มิรู้หยุด โดยได้รับมาจากผู้บริจาค ซึ่งเวลานี้คงไปอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว ทั้งที่เขากับฉันไม่เคยรู้จักกันเลย และไม่เคยทวงบุญคุณว่าได้ฝังอยู่ใต้แผ่นอกของใคร ช่างเป็นปรากฏการณ์อภิมหาอนันตคุณต่อการได้ครอบครองยิ่งนักจังหวะของการเต้นแม้จะผิดแผกไปจากคนปกติอยู่บ้าง ซึ่งอัตราชีพจรของคนปกติเฉลี่ย 72-78 ครั้งต่อนาที(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุวัยและประสิทธิภาพ) ไม่เพียงแต่เต้นเพื่อสูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายแต่ฉันคิดว่า เต้นเพื่อเสริมสร้างประดิษฐกรรมชีวิต ให้เคลื่อนไหวในโลกแห่งประดิษฐกาลเวลา หรือเต้นเพื่อสืบสายเผ่าพันธุกรรมมนุษย์ ที่อวตารอะตอมจักรวาลใดปรุงแต่งให้เป็นโลกแห่งดาวเคราะห์ ก็มิเกินกว่าที่ก้อนเนื้ออีกหลาย ๆ ก้อน จะเต้นตามหาคำตอบ 13 ปีแล้วสิ ที่สิงสถิตอยู่ใต้แผ่นอกข้างซ้ายอันเป็นสิ่งทรงคุณค่าที่ปลูกถ่ายทั้งเนื้อเยื่อและกรุ๊ปเลือดซึ่งเข้ากับชีวิตของฉันได้อย่างแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน “ไม่รู้สิ” บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า “ฉันคือผีมีชีวิตที่สัมผัสได้” ผีที่คนในครอบครัวรักห่วงใย ผีที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ผีที่ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด และรับรู้เรื่องราวของกิจกรรมกิน กาม เกียรติ ทุกข์ สุข ได้ทุกเมื่ออย่างเป็นรูปธรรมเหมือนบุคคลทั่วไป และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือคนใกล้ชิด ไม่มีใครรังเกียจ หรือกลัวโครงร่างของผีมีชีวิตนี้เลย โดยเฉพาะน้องแตมลูกสาวสุดที่รักของฉัน มักมานอนหนุนตัก เอียงหูเข้าแนบสนิทหน้าอก เพื่อฟังจังหวะบรรเลงแห่งการเต้นของก้อนเนื้อซึ่งฉันไม่เคยปริปากถามเธอ แม้สักครั้งเดียวว่าเนื้อหาของเสียงเต้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่ทุกครั้งที่สาวน้อยเข้ามานอนแนบเนื้อหน้าอก ดูเธอมีความสุขและอบอุ่นอย่างไม่รู้อิ่ม หลังจากที่อุ้มเธอไปวางบนที่นอนแล้ว ฉันไม่ลืมที่จะก้มลงหอมแก้มอันเนียนนุ่มเบา ๆ “หลับฝันดีนะลูก” เสียงแตกดัง ตุ๊บ ตั๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ ในเตาเผา สมชายตกใจ รีบเปิดประตูเผาผี “เออ ! โล่งอกไปที นึกว่าจะหลอกกูเข้าแล้ว ที่แท้ก็นอนงอกุ้งอยู่เหมือนเดิม อย่าห่วงเบื้องหลังเลย ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถิด”เขาโพล่งพูดออกไป ก่อนจะซิทดาวน์ที่เก้าอี้ แล้วไล้สายตาเลาะเล็มระหว่างบรรทัดต่อไป ด้วยหัวใจระทึก บางโอกาสฉันไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ ช่างสงสารเจ้าภาพเสียเหลือเกิน ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บ้างบางคนก็อายุยังน้อยน่าจะอยู่ในโลกได้อีกยาวนาน บางคนยังมีภารกิจพันธนาการที่ต้องรับผิดชอบดูแล แต่ต้องมาด่วนจากไป “ชีวิตช่างเอาอะไรแน่นอนไม่ได้จริง ๆ” ฉันเคยได้ยินพิธีกรกล่าวไว้อาลัยผู้วายชนม์ โดยเปรียบชีวิตเสมือนรถยนต์ มีมือและเท้า 2 ข้างเปรียบเป็นล้อรถ และรถคนนี้เป็นรถสปอร์ตตกแต่งพิเศษ มีประตูเปิด-ปิด 9 ประตู ซึ่งประกอบด้วย ดวงตา หู จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา สรีระยนต์คันนี้แล่นไปจากจุดสตาร์ทคือการเกิด ในบางช่วงของชีวิตที่แล่นไป อาจมีอุปสรรคน้อยใหญ่ตามความแตกต่างของการดำเนินชีวิต และแน่นอนเมื่อรถถูกใช้มากวันมากเวลารถก็ยิ่งสึกหรอ ซึ่งต้องได้รับการซ่อมแซม หากมีอาการน้อยก็พอซ่อมได้หาอะไหล่เปลี่ยนได้ แต่ถ้ามีอาการมาก แม้ว่ามีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะซ่อมได้ จนในที่สุดสรีระยนต์ย่อมถึงกาลอวสาน ที่ต้องจอดสนิท ณ ป้ายสุดท้ายคือความตาย อย่างไรก็ตามสรีระยนต์ชีวิตยังมีป้ายทะเบียนแห่งชื่อและนามสกุล รวมทั้งคุณความดี ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน ภายใต้แผ่นอก...ก้อนเนื้อเท่าดอกบัวตูมยังเต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มชีวิต และหยอกล้อวงเล็บแห่งกาลเวลาไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ สำหรับชีวิตฉัน...วันพรุ่งนี้ครอบครัวของเราจะเดินทางไปเที่ยวประเพณีสงกรานต์ที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นถิ่นมาตุภูมิของคุณฆ้อง พ่อของน้องแตม เธอบ่นมานานแล้วว่า ถ้าครอบครัวเรามีรถสักคัน อยากให้คุณพ่อกับคุณแม่พาไปกราบเท้าคุณย่า ซึ่งคงสมใจปรารถนา เพราะคุณพ่อซื้อรถเก๋งคันใหม่ สีดำ ที่ถูกใจลูกแตมมาก ๆ พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อไปรดน้ำดำหัวขอพรคุณย่า กับทั้งเยี่ยมญาติ อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ฉันคลำแผ่นอก...ก้อนเนื้อเต้น ตึ่ก ตัก ตึ่ก ตัก ๆ เหมือนจะบอกว่ายังไม่อิดอ่อนในการเต้นระบำกับชีวิตมา 13 ปี ขอให้นอนหลับและฝันดีทุกคน บันทึกเสร็จเวลา 23.13 น. วันที่ 13 เมษายน 2552(กระต่าย) ผีตัวเป็น ๆ ที่สัมผัสได้ค่ะ ราตรีสวัสดิ์ “สมชาย หมดแก๊สไปกี่ถังแล้ว” ท่านมหาตะโกนมาจากศาลาข้างเมรุ “เดี๋ยวผมขอดูวาวด์ก่อนนะครับ”เขาวางสมุดบันทึกไว้ที่จิตกาธาน แล้วรีบไปดูวาวด์ “ท่านครับเกือบ 2 ถังแล้ว” เขารายงานขณะที่ท่านมหาเดินขึ้นเมรุมาพอดี “นั่นสมุดอะไรหรือ” “เออ ! คือว่าเป็นของผู้ตายมันอยู่ในถุงพลาสติก เข้าใจว่าเจ้าภาพคงเผลอเก็บรวมกับข้าวของใส่ในโลง” “แล้วเป็นไง” ท่านมหาย้อนถาม “ครับคือว่า ผมอ่านแล้วรู้สึกอิ่ม อีกทั้งอิน และชวนให้ตั้งคำถามเพื่อต่อยอดความคิดอีกหลายประเด็น”เขาพูดพลางหยิบน้ำเย็น ถวาย “ท่านครับ ท่านคิดว่าผีมีจริงไหมครับ” “มันมีอยู่ในความไม่มี” สมชายคิ้วย่นยังงุนงง ในคำตอบ“ขอได้โปรดให้อรรถาธิบายให้กระจ่างหูกระจ่างตาหน่อยเถิดท่าน”“ก็อย่างที่เอ็งอ่านบันทึกนั่นแหละ เขาคือคนที่มีซากผีอยู่ในชีวิต และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผีได้อย่างแนบแน่นอย่างกะปลาท่องโก๋ ทั้งยังรู้คุณค่าของก้อนเนื้อที่ได้มาด้วยการใช้เป็น และทำใจได้เอ็งคงเคยได้ยินคำว่า จงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ จงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แต่ข้าอยากต่ออีกนิด จงสละชีวิตเพื่อชีวิตอีกหลายชีวิตได้มีลมหายใจต่อไป แล้วจะมีผีที่ไหนให้น่ากลัวอีกเล่า คนเราถ้าเข้าใจในสัจธรรมความเป็นจริง รู้จักแบ่งบุญ โลกก็คงเบิกบานมีระเบียบสดใสน่าอยู่กว่านี้แน่” เขาขยับเก้าอี้เข้าใกล้ท่านมหา เงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ เหมือนว่าอยากบรรลุอะไรบางอย่าง แต่ในมือถือกระป๋องเบียร์ที่ยังไม่เปิด“ท่านครับ คนที่บริจาคอวัยวะให้คนอื่น ชาติหน้าถ้าเขาเกิดมาจะมีอวัยวะครบไหมครับ”ขณะที่ตั้งคำถามมือดึงฝากระป๋องเบียร์เสียงดัง เป๊าะ ฟองเบียร์ทะลัก เขาแลบลิ้นเลียอย่างรีบร้อน“เอ็งเงยหน้าขึ้นฟ้า มองไปที่เชิงชั้นฉัตรยอดเมรุ เห็นต้นไม้ต้นเล็ก ๆ นั่นไหม ตรงนั้นเป็นปูนแต่มันยังเจริญเติบโตได้ นับประสาอะไร ยิ่งถ้าต้นไม้ต้นใดได้อยู่ในที่มีดินอุดมสมบูรณ์ก็ย่อมเจริญพันธุ์ พร้อมให้นกกามาพึ่งพาอาศัยร่มเงา และได้กินดอกผลแห่งเมล็ดพันธุ์อีกทั้งช่วยขยายพันธุ์ เมื่อพวกมันโบยบินไปถ่ายมูลไว้ที่ใด ที่แห่งนั้นย่อมมีชีวิตที่งอกเงยงดงาม นี่คือวัฏจักรชีวิต ผู้ให้อวัยวะก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีโอกาสได้เกิดมาอีกชาติหนึ่งไยต้องไปกังวลกับอวัยวะที่บริจาค เพราะนั่นคือบุญมหาศาล เมื่อปฏิสนธิในที่แห่งใดย่อมงอกเงยงดงามได้ใหม่ในที่แห่งนั้น ทั้งใหม่สด ซิง ๆ เสียด้วย ร้องอุแว้ อุแว้ เลยล่ะ” ท่านมหาก้มหน้าอธิบายร่ายปรัศนีชีวิตเสียยืดยาว “เบียร์กระป๋องยิ่งถือไว้นานยิ่งขม” สมชายบ่นพึมพำกับรสชาติที่ขาดน้ำแข็ง“ก็แน่ล่ะซี มันไม่ขมที่ปากลิ้นเท่านั้น แต่มันจะขมแข็งติดตับ แล้วสักวันก็จะแตก ตุ๊บ ตั๊บตุ๊บ ตั๊บ อย่างเสียงเผาผีไม่ผิดเพี้ยน แก่คงไม่มีโอกาสได้เป็นนายกสมาคมสัปเหร่อ กทม.แล้วกระมัง” ท่านมหากล่าวเชิงประชดประชัน แต่เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ เพราะรู้ว่าฝากปากฝากท้องไว้กับวัด“ตามที่ท่านมหาได้ให้เหตุผลมาทั้งหมด ทำให้ผมอยากจะบริจาคร่างกายเสียแล้วล่ะครับขออย่างเดียวเวลาดองศพ กรุณาสวมกางเกงในให้ด้วยเถอะ เพราะว่าผมเคยไปดูห้องเก็บศพแต่ละศพนอนเปลือยโป๊ โด่ ซะเด้งเชียว เขาอายนะ” “ไอ้เวร เอ็งคิดมากถึงเพียงนี้เลยหรือวะ ตายแล้วยังจะติดหล่ออีก ดูข้าสิ ตั้งแต่บวชมายังไม่เคยรู้จักกางเกงใน ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า” ท่านมหาสบถแบบมีอารมณ์สมชายยกมือไหว้ท่วมหัวสาธุ แล้วลุกไปเปิดประตูเตาเผาผีอีกครั้ง เปลวเพลิงลามเลียซาก ดุจว่าอร่อยรสอันเลอเลิศ ไฟฟอนสีส้มอมแดงแผดเผาองคาพยพพร้อมกับเหตุการณ์ที่เป็นไป... ภายใต้หน้ากากครอบแว่นตาดำของเขาภาพทรวงอกยังคุกรุ่นอัคคีกาลอันร้อนระอุ คล้ายภูเขาไฟปะทุลาวา ดอกบัวตูมดอกนั้นผุดอยู่ใจกลางลาวาร้อน ทว่าช่างงดงามในผนึกนึกคิดของเขาเป็นยิ่งนักใครหนอคือเจ้าของดอกบัวตูมดอกนั้น“ข้าว่าเอ็งน่าจะบวชเสียตั้งนานแล้ว อุตส่าห์เรียนจนจบปริญญา ฝากให้ไปทำงานที่บริษัทฯได้ไม่นาน ยังหนีไม่พ้นวัดมาเป็นว่าที่นายกสมาคมสัปเหร่อเอาจนได้อย่าโกรธข้านะ ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงอนาคตเอ็ง กลัวจะหมดไปกับน้ำเมานั่นประไร”ท่านมหากึ่งบ่นกึ่งสอนด้วยความเอ็นดู และเอ่ยถามถึงสมุดบันทึกเล่มนั้น“อ๋อ ! อยู่นี่ครับ ผมว่าท่านเก็บไว้ก็ดีนะ พรุ่งนี้เช้าเก็บอัฐิ จะได้แก้ต่างให้ผมว่าไม่ใช่สัปเหร่อขี้ขโมย ผมไม่มีเจตนาจริง ๆ เพราะมันอยู่ในถุงพลาสติกจึงต้องเอาออกจากโลง”เขายิ้มเจื่อน ๆ ใจยอมรับกับสิ่งที่กระทำ “ไม่เป็นไรหรอกนึกว่าเห็นแก่มุโขโลกนะ ข้ากับเจ้าภาพรู้จักกัน อีกอย่างจะหาโอกาสไปเยี่ยมคุณฆ้องที่โรงพยาบาล ทราบว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ แกเจ็บหนักเอาการ ต้องถูกผ่าตัด แต่หมอยังรอเลือดบริจาค เพราะแกกรุ๊ป AB หาเลือดยาก ส่วนลูกสาวเจ็บนิดหน่อย ว่าแต่เอ็งเถอะปลงได้หรือยังกับเรื่องผี ๆ แหม ! ทั้งที่มัดตราสังศพแทบทุกวันยังไม่เปิดโลกทัศน์ให้รู้ปลงอีก” ท่านมหาถอนลมหายใจยาว...นึกถึงธรรมสังเวช“สมัยนี้ ผีตัวเป็น ๆ ที่มีศีลธรรมมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นผีที่ยั้วเยี้ยยัดเยียดแย่งกันอยู่ จนโลกขึ้นสนิม” ท่านกล่าวสำทับพร้อมกับยกแก้วน้ำขึ้นจิบในรสชาติจืด ๆ แต่แจ่มอยู่ในจิตใจใครบางคน สมชายกดปุ่มเปิดประตูเตาครั้งสุดท้าย เปลวเพลิงลดระดับอุณหภูมิความร้อนแรงซากสรีระมอดไหม้เกือบหมดแล้ว ซากกาลเวลาเกือบสิ้นสุดซากความโศกเศร้ายังล่องลอยในอากาศ รอกิเลสสูดดมซากความคิดยังต่อยอดแบ่งบาน ดังดอกบัวตูมดอกนั้น และอีกหลาย ๆ ดอก อันจะยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างไม่จบสิ้นอวสาน รุ่งเช้าของวันใหม่ เวลา 07.13 น. แสงแดดอ่อนเลียต้นไม้อ่อน ๆ ปลายเชิงชั้นฉัตรยอดเมรุเก่า นกพิราบไซ้ซอกขนบนช่อฟ้าหลังคาโบสถ์ สมชายเรียงอัฐิสีขาวหม่นเป็นรูปคนเจ้าภาพหน้าหม่นหมองนองน้ำตาในพิธี พระสงฆ์ 4 รูป ห่มจีวรสีกรักหมองริ้วรอยหม่นอันมีพระมหาเชวงวงศ์เป็นหัวหน้า พิจารณาผ้าบังสุกุล อนิจจา วตสังขารา ฯ (เสร็จพิธี)“สมชาย...เพลวันนี้ ข้าไม่อยู่ฉันนะ ถ้ามีญาติโยมถามถึง ให้บอกว่ามีธุระไปศูนย์รับบริจาคสภากาชาดไทย” ท่านมหาเอ่ยปาก แล้วก้าวขึ้นแท็กซี่ออกจากวัดบัดเดี๋ยวนั้น...แสงแดดกระทบเหลี่ยมกระจกหลากสีปลายช่อฟ้างามระยิบระยับ นกพิราบสลัดปีกเบาสบายโบยบินไปในอากาศ อันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างอิสระ เวลา 08.13 น.( เรื่องสั้น ผีตัวเป็น ๆ เขียนโดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน)