เคียงคู่ฟ้า ฯ

posted on 13 Aug 2009 17:30 by phoovadol
อาศิรวาท 
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
๑๒  สิงหาคม  ๒๕๕๒ 

เคียงดาวเดือนเด่นฟ้า      นภาเรือง

เคียงราษฎร์รักเคียงเมือง    มิ่งล้อม
เคียงดินดับทุกข์เยือง            ยอดเยี่ยม  เย็นเอย

เคียงคู่ภูมิพลพร้อม                  เพริศแพร้วเพ็ญสมัย

 

คือดินน้ำลมไฟ ให้ความสุข

คือเสียงปลุกเปล่งปัญญามาแต่ต้น

คือเกาะแก้วกลางสายธารต้านความจน                          คือฟ้ามิ่งมงคล หยาดฝนเย็น

คือพระในโลกเคลื่อนเป็นเพื่อนโลก                       

คือแสงส่องทุกข์โศกคลายโลกย์เข็ญ

คือลมหายใจแห่งรักประจักษ์เป็น  

คือบุญหลวงบำเพ็ญ เป็นบุญญา

คือความกล้ายิ่งกว่ากล้าฝ่าความทุกข์                       คือความสุขยิ่งกว่าสุขปลุกรักษาคือแม่ยิ่งกว่าแม่แผ่เมตตา               คือชีวาเลี้ยงชีวิตสถิตนาม แม่แห่งบุญคุณธรรมนำบทบาท  แม่แห่งชาติคู่ราชันขวัญสยามแม่แห่งยุคยังศิลป์พราวข้าวน้ำงาม  แม่แห่งความดีหนักแน่นแก่นธรรมทองให้ห้วงหัตถ์แห่งฟ้ามาแหวกทุกข์  จรุงสุข จรุงดินถิ่นไทยผองสิริกิติ์อุทิศชีวันสร้างครรลอง       เกียรติเกริกก้องโลกหล้า ทรงพระเจริญด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ     ข้าพระพุทธเจ้า  กองทัพบก

 (นาย ภูวดล  ภูภัทรโยธิน   ผู้รจนาบทร้อยกรอง พิมพ์ในหนังสือวันแม่แห่งชาติ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ )

                                                                  

กล้วย

posted on 07 Aug 2009 13:45 by phoovadol
                                                    กล้วย                                                                                      เช้าวันนี้ เวลา 06.50 น.  เขาขับรถด้วยอาการหงุดหงิด  หน้างอเป็นเคียวเกี่ยวข้าว   หลังจากที่ถูกเศษก้อนหินกระเด็นโดนตัวถังรถ เสียงดัง แป๊ก แป๊ก ซึ่งสาเหตุมาจากคนตัดหญ้าหันหน้าเครื่องตัดเข้าทางถนน  โดยที่ไม่สนใจรถแต่ละคันว่ามันแพงกี่แสนกี่ล้านบาท  มันคงคิดว่ามันคือผู้บัญชาการขอบถนน กทม.  เจ้าของรถหลายคันลดกระจกตะโกนต่อว่า  แต่ไอ้คนตัดหญ้าไม่สนโลกเอาเสียเลย   หรือว่า กทม.รับคนหูหนวกมาปฏิบัติงานนี้โดยเฉพาะด้วยเหตุผลถึงโดนด่าก็ไม่ได้ยิน    แต่ลืมคิดไปว่ารถแต่ละคันต้องถูกเคาะพ่นสีใหม่เสียค่าใช้จ่ายมิใช่น้อยทั้งยังเกิดรอยตำหนิทำให้ราคาตกเมื่อขายต่อ    ส่วนการร้องเรียนนั่นหรืออย่าหวัง  และอย่าเสียเวลาเดินทางไปเจรจาจนเอ็นร้อยหวายอักเสพคาขั้นบันไดสำนักงานเขต  แม่ง!ทำรถกูเป็นรอยแผล อุตส่าห์ทะนุถนอมอย่างดี เขาทำหน้ายู่ยี่สบถบ่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ชั่วครู่หนึ่งขับเคลื่อนพาหนะคู่ใจเลี้ยวเข้าบริษัทฯ    สวัสดีครับ เจ้านาย  มาแต่เช้าทุกวันเลยนะครับ  ผมดูนาฬิกาเจ็ดโมงเช้าเจ้านายก็มาถึงแล้ว  ช่างเป็นคนขยันและตรงต่อเวลาจริง ๆ     เขารับไหว้คำกล่าวทักทายของลุงกล้วยหอม ด้วยรอยยิ้มที่รีบเปลี่ยนจากอารมณ์โมโหมาเมื่อครู่นี้เอง    สวัสดีลุง  แหม! ลุงก็เช่นกันขยันอยู่ยามแต่เช้าเชียว  คงผลัดเวรตั้งแต่ตีห้าล่ะสิผมชินแล้วครับเจ้านาย   เช้านี้จะไม่รับกล้วยหอมสักลูกก่อนเหรอ  นี่เป็นกล้วยที่ผมไปเลือกซื้อมากับมือนะครับ   ไม่เป็นไรหรอก  ลุงเก็บไว้ทานเถอะ     โถ เจ้านาย ตั้งแต่ผมแขวนกล้วยไว้ที่ป้อมยามแห่งนี้มาไม่รู้หมดไปกี่หวีแล้ว  เจ้านายยังไม่เคยชิมบ้างเลย    เอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะลุง ขอบใจมาก                            ภายหลังที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว เขาหอบแฟ้มแห่งเอกสารความเครียดขึ้นลิฟต์ทันที  เขาทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ ปรับเอนปล่อยอารมณ์หงุดหงิดที่ยังคั่งค้างให้หมดไปกับกลิ่นอายกาแฟแก้วแรกของเช้าวันนี้ขณะที่กำลังอร่อยกับรสชาติอันกลมกล่อม  เสียงโทรศัพท์มือถือดัง ตื้ด ๆ ขึ้นขัดจังหวะสวัสดีครับ  ผมราเชนทร์กำลังพูดสาย      เฮ้ย ! เชน เมื่อวานเวลาทุ่มกว่าทำไม ยู ไม่รับสาย ไอ โทร.หายูไม่รู้กี่ครั้งกดจนนิ้วมือหงิก  ว่าจะให้ร่างคำกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวเสียหน่อยก็ติดต่อไม่ได้   ไอ เกือบเสียหน้าเพราะเจ้าภาพเขาแจ้งมากะทันหัน  นี่ต้องใช้ของเก่าที่เคยกล่าวในงานอื่นมาขึ้นกล่าวเอาหน้ารอด ไม่งั้นไอต้องเสียหน้ากลางงาน   ยูจำไว้นะให้หัดรับสายเสียบ้าง  การกล่าวคำเก่า ๆ ซ้ำซากมันเสียฟอร์มรู้ไหมครับท่าน  ต่อไปผมจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เขาขานรับด้วยอารมณ์เครียดที่กลับทวีขึ้นอีก  แล้วถือถ้วยกาแฟเดินวนเวียนไปมาเหมือนพระเดินจงกลมอยู่หลายรอบภายในห้องจนอุณหภูมิมวลรวมความสุขในถ้วยสลายรสชาติไปเสียแล้ว              ที่เขาไม่รับสายก็เพราะตั้งระบบสั่นไว้ อีกทั้งกำลังสาละวนอยู่กับการป้อนข้าวลูกสาว ก็เลยลืมสนใจเรื่องโทรศัพท์    เขาไสร่างลงนั่งอย่างละเหี่ยใจ ในมุมริมหน้าต่าง     มองออกไปภายนอกระเบียง   เห็นนกเขาหลงป่ามาแต่ไหนไม่รู้กำลังป้อนอาหารให้ลูกน้อย 1 ตัว  ที่ซอกอาคารหัวมุมระเบียง    ดูลูกมันยืดคออ้าปากกว้างกินเพื่อให้อิ่ม อยู่เพื่อให้ชีวิตรอดท่ามกลางป่าปูนในเมืองหลวง                                                                                  ขณะอารมณ์ของเขากำลังกำซาบกับภาพภายนอกหน้าต่าง  เสียงโทรศัพท์เบอร์ของผู้บริหารระดับสูงดังขึ้นอีกคำรบ   เชน  เช้านี้เวลาเก้าโมงครึ่ง ไอจะไปร่วมงานฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านปลัดกระทรวงฯ   ยูช่วยแต่งบทกลอนแฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ให้ดีที่สุด  และอย่าลืมต้องมีชื่อและนามสกุลของปลัดฯ  อยู่ในวรรคกลอนนั้นด้วย  แล้วอย่าให้เหมือนใคร  ยูต้องรีบเขียนเดี๋ยวนี้เลย  สำหรับประวัติปลัดฯ มีข้อมูลแล้วไม่ใช่หรือ  แต่งมาสัก 2 บท  เสร็จแล้วส่งให้ฝ่ายอาร์ตจัดทำการ์ดอวยพรโดยด่วน ย้ำทุกอย่างต้องเสร็จก่อนเก้าโมงครึ่ง โอเค   ครับท่าน ผมจะลงมือเขียนเดี๋ยวนี้  ขอเวลาไม่เกิน 15 นาทีครับท่านเขารีบวางหูโทรศัพท์ แล้วเปิดแฟ้มเอกสารแห่งความเครียดค้นหาประวัติวันเกิดของบุคคลสำคัญหายไปไหนวะ เขาบ่นพึมพำแล้วหันไปเปิดคอมฯ ค้นหาข้อมูลท่านปลัดเพื่อให้ได้ข้อมูลพอสังเขปนาฬิกาข้างฝาห้องเดิน ติ๊กต็อก  ติ๊กต็อก  ติ๊กต็อก คล้ายเร่งเตือนให้รีบแข่งกับเวลา  เพราะเวลาไม่เคยหยุดรอลมหายใจใครทั้งนั้น  แต่เวลาจะแย่งกลืนกินลมหายใจ  ถ้าใครไม่รีบใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เวลาผ่านไป 12 นาที เขาเขียนเสร็จและรีบส่งฝ่ายอาร์ตทันทีหากตะวันยังคงส่องแสง จะหมดแรงผิดหวังทำไม  เสียงเพลงเก็บตะวันในโทรศัพท์ที่โหลดไว้ดังขึ้นสวัสดีครับท่าน ผมเขียนเสร็จแล้วและส่งให้ฝ่ายอาร์ตตะกี้นี่เองเออ!  ขอบใจมาก   เชน เมื่อกี้ ผอ.สำนักเลขาท่านประธานฯ เขาเอ่ยถึงยู  บอกว่ามีจดหมายจากกองทัพฯ  เดี๋ยวจะให้เด็กเอาลงไปให้  วันนี้ไอต้องวิ่งหลายงาน   ตอนเย็นต้องไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพพ่อตาท่านประธานอีก    ยูทราบแล้วใช่ไหมที่ฝ่าย พีอาร์ เขาขอให้ยูไปช่วยเป็นพิธีกรในงานพร้อมทั้งเขียนประวัติผู้ตายอ่านหน้าเมรุ   ยูต้องทำให้ดีที่สุด  ข่าวว่าท่านนายก และรัฐมนตรีอีกหลายท่านให้เกียรติมาร่วมงานนี้ด้วย   แล้วอย่าลืมแต่งกลอนไว้อาลัยด้วยนะ     ครับท่าน ผมกำลังร่างประวัติผู้วายชนม์อยู่พอดีเขาขานรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อม แต่เป็นกังวลอยู่ลึก ๆ                               หลังจากวางหู เขารีบจับปากกาปั่นนิ้วแข่งกับเวลา  ขณะอารมณ์กำลังลงล็อคกับคำไว้อาลัยจดหมายจากกองทัพฯ ถูกส่งมาที่โต๊ะ   เขาเปิดอ่านยังไม่ทันจบถ้อย ก็รู้แล้วว่า กองทัพขอให้เขียนบทอาศิระวาท เพื่อพิมพ์ในหนังสือวันแม่แห่งชาติและหนังสือพิมพ์หน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพฯ  ซึ่งสมัยที่เสธ. อู้ ยังไม่ปลดเกษียณ  เขาก็เขียนให้แทบทุกงาน เพราะเคารพนับถือกันมานาน  กับทั้งเสธ.อู้ เป็นคนใจกว้างและเข้าใจในวิถีชีวิตนักเขียนไทยว่าไส้แห้ง (โดยเฉพาะกวีแห้งยิ่งกว่าแห้ง)เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง  นกเขาแม่ลูกคู่นั้นยังอยู่หรือไม่    วาบความคิดหนึ่งภาพเจ้าตัวเล็กลูกสาววัย 3 ขวบของเขาในชุดอนุบาล 3 ยืนเกาะหัวไหล่ขณะที่เขานั่งคุกเข่าสวมรองเท้าให้    ภาพนกเขาคู่นั้นยังอบอุ่นอยู่เหมือนเดิม                            ก่อนที่เขาจะหย่อนก้นลงเก้าอี้ตัวโปรด เขาเหลือบมองไวท์บอร์ด  ตายล่ะกู งานร่างคำกล่าวคำสโลแกน คำขวัญและ คำกลอนยังรอคิวอยู่อีกเพียบ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กรที่มีทุกระดับชนชั้นที่ขอมากูอยากสลบไปสัก 2 วัน พอฟื้นขึ้นมาให้กลายร่างเป็นทศกัณฐ์ จะได้มีมือไม้ไว้ใช้ให้คุ้มค่ากับชีวิตที่เครียด ๆ  เขาอุทานทั้งบ่นให้กับตัวเองที่ถูกเวลากระทุ้งชีวิตอยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่ขยันทำงานไม่ให้สังคังความขี้เกียจเกาะกินเวลาและหน้าที่                                                                                                                                                                                                            พลบค่ำวันนั้น  เขาหอบสังขารกลับมาที่บริษัทฯ  ด้วยอาการอ่อนเพลียผสมความเครียดในอากัปกิริยาที่ผิดสังเกตของลุงกล้วยหอม ยามผู้ซึ่งมีอารมณ์เย็นอยู่ตลอด  สวัสดีครับเจ้านาย  ผมนึกว่าเจ้านายจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว  ยังไม่กลับบ้านเหรอครับ   ลุงกล้วยหอมกล่าวทักทายเหมือนเช่นปกติ  แต่ที่ลุงแปลกใจทำไมในมือเจ้านายหิ้วกล้วยหอมมาถึง 3 หวีใหญ่ลุงผมขอนั่งด้วยได้ไหม  เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสนเหนื่อยเชิญนั่งเก้าอี้ครับเจ้านาย   เก้าอี้ตัวนี้มันเก่าไปหน่อย แต่ก็อยู่คู่กับผมมานานครับลุงกล้วยหอมควักผ้าเช็ดหน้าเช็ดเก้าอี้ ด้วยเกรงว่าเจ้านายจะนั่งเปื้อนฝุ่นลุง ผมมีกล้วยมาฝาก นี่ผมซื้อมาจากแม่ค้าข้างวัดเทพศิรินฯ เชียวนะ  แม่ค้าเขาบอกว่าทั้งหอมและหวานลุงเก็บไว้ทานนะครับ ๆ  เจ้านาย    ผมว่าเจ้านายปล่อยวางไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ ยิ่งหิ้วไว้นานยิ่งหนักลุงวันนี้ผมเครียดมากตั้งแต่เช้า ไม่รู้มันซวยอะไร  รถก็โดนก้อนหินกระเด็นใส่   อยู่ในออฟฟิตยังไม่ถึงเวลาทำงานโทรศัพท์เรียกใช้ก็ตื๊ดมาแต่เช้า   ระหว่างเวลาทำงานก็ยุ่งเป็นมือลิงติดร่างแห  ผมน่ะทำงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง   วันนี้ตอนเย็นไปเป็นพิธีกรร่วมกับฝ่าย พีอาร์  ก็โดนตำหนิมาอีก  แต่ที่ทำให้คนอื่นได้หน้ากลับไม่มีใครชื่นชม  ทำดีก็เสมอตัว  หากพลาดก็ถูกเพ่งเล็ง   เป็นคนเก่งก็หาว่าล้ำหน้าเป็นคนกล้าก็หาว่าอวดเบ่ง   สู้ทำไปวัน ๆ พอใกล้สิ้นปีก็เขียน เจ อา ดี ให้มันสวยหรูเข้าไว้...   ดีไหมลุงเจ้านายครับ  ชิมกล้วยหอมก่อนดีกว่าครับ   ลุงกล้วยหอมส่งกล้วยให้เขา 2 ลูก พร้อมเผยยิ้มแบบคนใจเย็น    ที่ไหน ๆ  ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ  อย่างซีเคียวริตี้พวกนี้ บางคนมันก็มักเอาเปรียบเพื่อน  บางคนตรงต่อเวลาแต่ซื่อบื้อ บ้างก็เจ้าเล่ห์ชอบแอบหลับยาม  บางคนยิ่งซ้ำร้ายพอถูกเตือนหลายครั้งมันก็ประชดแอบถ่ายลงลานจอดรถ เหม็นหึ่งไปหลายวัน   นี่ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดผมคิดว่าคงเกิดปัญหามากกว่านี้     เออ!  กล้วยหอมลุงหวานจริง ๆ   เขาเอ่ยชมขณะปอกเปลือกกล้วยลูกที่ 2สมัยผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่สาธารณรัฐอินเดีย   ผมลำบากและเครียดกว่านี้ครับเจ้านายลุง ๆ ตะกี้ลุงพูดอะไรนะ  ลุงบอกว่าเคยเรียนอยู่อินเดีย  แล้วทำไมมาเป็นยามเรื่องมันยาวครับเจ้านาย   คือว่าถ้าใครไม่ถาม   ผมจะไม่บอกว่าเรียนจบปริญญาโท สาขา  ฟิโลโซฟี  แอนด์ ไซคอล ละจิ   ผมไปเรียนขณะยังบวชอยู่  การใช้ชีวิตที่นั่นถ้าเทียบกับบ้านเราก็ลองย้อนไปที่ศรีสะเกษ เมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างไรก็อย่างนั้น  ผมลงมือทำเองหากินเองทุกอย่างเงินทองก็จำกัดจำเขี่ย   ป่วยไข้แต่ละทีแทบเอาชีวิตไม่รอด  อย่าหวังว่าจะมีสวัสดิการให้นอนในโรงพยาบาลที่มีห้องแอร์เย็นฉ่ำเหมือนบ้านเรา  ถ้าตายก็เผากันง่าย ๆ ริมแม่น้ำ   เมื่อเรียนจบแล้วผมกลับมาเมืองไทยสักพักจึงลาสิกขาไปสมัครงานที่ไหนมันก็แก่เกินวัย เขาจึงไม่รับอีกอย่างรูปลักษณ์ของผมก็ตัวเตี้ยจมูกบี้ผิวดำ  สรุปว่าเป็นยามน่ะดีแล้ว  พอสิ้นเสียงลุงกล้วยหอมอารัมภบทชีวิต เขาขยับเก้าอี้เข้าใกล้ด้วยความสนใจใคร่รู้ในวิชั่นใหม่ ๆ อีก                                                                                                                                                                                                                                                  คนเราถ้ารักและตระหนักในสิ่งที่ตนทำ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็สำเร็จได้ทั้งนั้น  สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจว่าหนักแน่นหรือเปล่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่โคจรมากระทบหรือกระทุ้งกระแทกกระทั้นกับชีวิตและหน้าที่ของเรา   ผมไม่เคยน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง  แต่ผมกลับภูมิใจที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ทั้งวันลุง ๆ   การนั่งในตำแหน่งเดิมนาน ๆ จะทำให้เป็นริดสีดวงทวารไม่ใช่หรือเขาขัดจังหวะขึ้นคั่นเวลาขณะที่ลุงนั่งกับพื้นเล่าเรื่อง   เจ้านายครับ ไม่เห็นยากเลย  ก็อย่างลุงนี่ไง นั่งเก้าอี้ตัวสูงแล้วเปลี่ยนอิริยาบถนั่งต่ำให้ติดดินบ้าง  เท่านี้ก็ได้ความแตกต่าง  และมองเห็นขาเก้าอี้ที่มันขึ้นสนิมได้ชัดขึ้น ส่วนความรู้คือสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิต  แต่ความจริงคือสิ่งที่จิตใจเราต้องกระจ่างกับมัน  มิเช่นนั้นความมืดจะเข้ามาครอบงำให้หงุดหงิด  และง่ายต่อการกระทบกระทั่ง ทั้งไม่รู้จักยอมหรือปล่อยวางเจ้านายจำได้ไหม  เมื่อสักครู่ที่เจ้านายหิ้วกล้วยมาฝาก   แล้วผมบอกว่า ปล่อยวางไว้ตรงนั้นเถอะยิ่งถือไว้นานยิ่งหนัก  นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังสื่อถึงเจ้านาย เพราะผมสังเกตเห็นเปลือกนอกที่ไม่สู้ดีมาตั้งแต่เช้าแล้ว   ลุงกล้วยหอมทิ้งคำพูดประโยคสุดท้าย  พลันปอกเปลือกกล้วยออกง่ายนิดเดียว                                   หลังจากที่สนทนากับลุงกล้วยหอม  นามสกุลแสนดี    พลบค่ำวันนั้นเขาขับรถกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ปลดปล่อย  ไม่มีคนตัดหญ้าบนขอบถนนข้างสวนจิตรลดา (เขาคิดถ้ามีก็ช่างมัน)  ไม่มีเสียงโทรศัพท์รบกวน  เขาคิดถ้ามีก็ถือว่าเป็นการได้รับเกียรติที่มีผู้บริหารระดับสูงตลอดจนคนอีกหลายระดับหลายองค์กรเห็นความสำคัญของเขา                            รถของเขามาจากเงินเดือนที่ได้จากองค์กร  เจ้าตัวเล็กได้เรียนอนุบาลชั้นแนวหน้ามาจากเงินเดือนของเขา   เก้าอี้ในตำแหน่งของเขานั่งนุ่มและสามารถปรับเอนให้นั่งเขียนอะไรต่อมิอะไรได้อย่างเฉียบคม  มาจากความกรุณาของผู้บริหารระดับสูงที่มอบให้หากตะวันยังคงส่องแสง จะหมดแรงผิดหวังทำไม  เสียงเพลงเก็บตะวันในโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่เขาขับรถถึงหน้าบ้านพอดีสวัสดีครับท่านเฮ้ย!  ราเชนทร์ ยินดีด้วยนะ  เขาออกอาการตื่นเต้นและประหลาดใจ ในคำทักทายของผู้บริหารฯท่านประธานฯ  ชื่นชมคุณ  ท่านบอกว่าคุณเขียนประวัติผู้วายชนม์ดีมาก  ทั้งอ่านก็ฉะฉานชัดถ้อยชัดคำ  และที่น่าภูมิใจท่านนายก  รวมทั้งรัฐมนตรีอีกหลายท่านได้ให้เกียรติร่วมในพิธีและฟังคุณกล่าวด้วย ไอมีของดีจากท่านประธานเป็นของขวัญให้ยูได้เซอร์ไพรส์ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง    แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ                            พรุ่งนี้เช้า...  เขาจะไปทำงานเป็นปกติ  ขับรถอย่างปกติ ควบคุมอารมณ์ต่อสิ่งกระทบระหว่างทางด้วยอาการปกติ   แวะทักทายลุงกล้วยหอมให้เป็นปกติ     และเขาจะทานกล้วยหอมของลุงไปอีกตราบเท่าที่ลุงยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้นอย่างเป็นปกติวิสัยแห่งความสุขของลุง E-mail :     pphoovadol@yahoo.com       ภูวดล  ภูภัทรโยธิน  ผู้เขียน  

ผีตัวเป็น ๆ

posted on 06 Aug 2009 13:07 by phoovadol
                                                            ผีตัวเป็น ๆ               น้ำเนื้อในศพแตกกระทบเปลวเพลิงปลายท่อแก๊สที่พวยพุ่งเสียงดัง ตุ๊บ ตั๊บ ตุ๊บ ตั๊บ ให้ตื่นเต้นสัปเหร่อรูปร่างผอมสูงในชุดซาฟารี  ผิวดำแดง จมูกบี้คล้ายอึ่งอ่างถูกมอเตอร์ไซค์ทับแบน       เขาลากไม้  เขี่ยผีที่ทำด้วยเหล็กท่อแป๊ปขนาด 8 หุน ความยาว 5 เมตร มีคราบน้ำเหลืองระดะโดยรอบอันบ่งบอกได้ว่าผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน  ซึ่งกำลังเลือกแทงส่วนท้องและทรวงอก   เพราะ 2 จุดนี้เผาไหม้ช้ากว่าส่วนอื่นของซาก     พอแล้ว ๆ อย่าแทงแรงเดี๋ยวศพเจ็บท่านมหาก็มีมุกตลกด้วยหรือนี่  สัปเหร่อสมชายเปรยคำพูดระคนเสียงหัวเราะ   ทั้งที่มือยังกำไม้เขี่ยผีอยู่เฮ้ย !  ก่อนเผาเอ็งเปิดฝาโลงตรวจดูหรือยัง  บางศพเจ้าภาพชอบเอาตุ๊กตาพลาสติกและของใช้ใส่ในโลง   บางชิ้นก็เป็นอะลูมิเนียม  เผายาก  กินแก๊สเกิน 2 ถังใหญ่กว่าจะหมด    กทม.เขามีคำเตือนมา เราต้องคำนึงถึงเรื่องพอลลูชั่นด้วย  ตกลงเอ็งตรวจแล้วใช่ไหม    สมชายพยักหน้าแล้วเอี้ยวตัวไปกดปุ่มปรับอุณหภูมิความร้อนพลังแก๊สให้ได้ระดับองศา โดยตั้งหัวฉีดเผาผีสูงสุด 800 องศา  หัวฉีดเผามลพิษควันดำ 900 องศาทันทีที่ปรับปุ่มเผาเสร็จ     เขาหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้อ่านสมุดบันทึกที่เก็บได้ในโลง  ด้วยความตื่นคิดและติดใจความ                        ใต้แผ่นอก...ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเท่าดอกบัวตูม เต้น ตึ่ก ตัก ตึ่ก ตัก ๆ  มิรู้หยุด  โดยได้รับมาจากผู้บริจาค  ซึ่งเวลานี้คงไปอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว   ทั้งที่เขากับฉันไม่เคยรู้จักกันเลย  และไม่เคยทวงบุญคุณว่าได้ฝังอยู่ใต้แผ่นอกของใคร    ช่างเป็นปรากฏการณ์อภิมหาอนันตคุณต่อการได้ครอบครองยิ่งนักจังหวะของการเต้นแม้จะผิดแผกไปจากคนปกติอยู่บ้าง  ซึ่งอัตราชีพจรของคนปกติเฉลี่ย 72-78 ครั้งต่อนาที(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุวัยและประสิทธิภาพ)    ไม่เพียงแต่เต้นเพื่อสูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายแต่ฉันคิดว่า  เต้นเพื่อเสริมสร้างประดิษฐกรรมชีวิต ให้เคลื่อนไหวในโลกแห่งประดิษฐกาลเวลา  หรือเต้นเพื่อสืบสายเผ่าพันธุกรรมมนุษย์  ที่อวตารอะตอมจักรวาลใดปรุงแต่งให้เป็นโลกแห่งดาวเคราะห์  ก็มิเกินกว่าที่ก้อนเนื้ออีกหลาย ๆ ก้อน จะเต้นตามหาคำตอบ    13 ปีแล้วสิ ที่สิงสถิตอยู่ใต้แผ่นอกข้างซ้ายอันเป็นสิ่งทรงคุณค่าที่ปลูกถ่ายทั้งเนื้อเยื่อและกรุ๊ปเลือดซึ่งเข้ากับชีวิตของฉันได้อย่างแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน                        ไม่รู้สิ  บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า   ฉันคือผีมีชีวิตที่สัมผัสได้  ผีที่คนในครอบครัวรักห่วงใย  ผีที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ  ผีที่ยืน  เดิน นั่ง  นอน  ดื่ม  ทำ  พูด  คิด และรับรู้เรื่องราวของกิจกรรมกิน  กาม  เกียรติ  ทุกข์  สุข  ได้ทุกเมื่ออย่างเป็นรูปธรรมเหมือนบุคคลทั่วไป   และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือคนใกล้ชิด ไม่มีใครรังเกียจ หรือกลัวโครงร่างของผีมีชีวิตนี้เลย    โดยเฉพาะน้องแตมลูกสาวสุดที่รักของฉัน  มักมานอนหนุนตัก  เอียงหูเข้าแนบสนิทหน้าอก เพื่อฟังจังหวะบรรเลงแห่งการเต้นของก้อนเนื้อซึ่งฉันไม่เคยปริปากถามเธอ แม้สักครั้งเดียวว่าเนื้อหาของเสียงเต้นเป็นอย่างไรบ้าง   แต่ทุกครั้งที่สาวน้อยเข้ามานอนแนบเนื้อหน้าอก  ดูเธอมีความสุขและอบอุ่นอย่างไม่รู้อิ่ม          หลังจากที่อุ้มเธอไปวางบนที่นอนแล้ว  ฉันไม่ลืมที่จะก้มลงหอมแก้มอันเนียนนุ่มเบา ๆ   หลับฝันดีนะลูก                                                                                                                                                                                                       เสียงแตกดัง  ตุ๊บ  ตั๊บ  ตุ๊บ  ตุ๊บ  ในเตาเผา  สมชายตกใจ รีบเปิดประตูเผาผี  เออ ! โล่งอกไปที  นึกว่าจะหลอกกูเข้าแล้ว   ที่แท้ก็นอนงอกุ้งอยู่เหมือนเดิม  อย่าห่วงเบื้องหลังเลย ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถิดเขาโพล่งพูดออกไป ก่อนจะซิทดาวน์ที่เก้าอี้  แล้วไล้สายตาเลาะเล็มระหว่างบรรทัดต่อไป ด้วยหัวใจระทึก                        บางโอกาสฉันไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ  ช่างสงสารเจ้าภาพเสียเหลือเกิน ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก   บ้างบางคนก็อายุยังน้อยน่าจะอยู่ในโลกได้อีกยาวนาน   บางคนยังมีภารกิจพันธนาการที่ต้องรับผิดชอบดูแล  แต่ต้องมาด่วนจากไป  ชีวิตช่างเอาอะไรแน่นอนไม่ได้จริง ๆ   ฉันเคยได้ยินพิธีกรกล่าวไว้อาลัยผู้วายชนม์  โดยเปรียบชีวิตเสมือนรถยนต์  มีมือและเท้า 2 ข้างเปรียบเป็นล้อรถ   และรถคนนี้เป็นรถสปอร์ตตกแต่งพิเศษ  มีประตูเปิด-ปิด 9 ประตู  ซึ่งประกอบด้วย ดวงตา  หู  จมูก  ปาก  ทวารหนัก  ทวารเบา             สรีระยนต์คันนี้แล่นไปจากจุดสตาร์ทคือการเกิด  ในบางช่วงของชีวิตที่แล่นไป  อาจมีอุปสรรคน้อยใหญ่ตามความแตกต่างของการดำเนินชีวิต   และแน่นอนเมื่อรถถูกใช้มากวันมากเวลารถก็ยิ่งสึกหรอ  ซึ่งต้องได้รับการซ่อมแซม   หากมีอาการน้อยก็พอซ่อมได้หาอะไหล่เปลี่ยนได้  แต่ถ้ามีอาการมาก  แม้ว่ามีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงใด  ก็ไม่สามารถที่จะซ่อมได้  จนในที่สุดสรีระยนต์ย่อมถึงกาลอวสาน  ที่ต้องจอดสนิท    ป้ายสุดท้ายคือความตาย     อย่างไรก็ตามสรีระยนต์ชีวิตยังมีป้ายทะเบียนแห่งชื่อและนามสกุล  รวมทั้งคุณความดี  ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน                        ภายใต้แผ่นอก...ก้อนเนื้อเท่าดอกบัวตูมยังเต้นอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเติมเต็มชีวิต  และหยอกล้อวงเล็บแห่งกาลเวลาไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ สำหรับชีวิตฉัน...วันพรุ่งนี้ครอบครัวของเราจะเดินทางไปเที่ยวประเพณีสงกรานต์ที่จังหวัดน่าน  ซึ่งเป็นถิ่นมาตุภูมิของคุณฆ้อง พ่อของน้องแตม  เธอบ่นมานานแล้วว่า     ถ้าครอบครัวเรามีรถสักคัน  อยากให้คุณพ่อกับคุณแม่พาไปกราบเท้าคุณย่า   ซึ่งคงสมใจปรารถนา   เพราะคุณพ่อซื้อรถเก๋งคันใหม่ สีดำ ที่ถูกใจลูกแตมมาก ๆ      พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อไปรดน้ำดำหัวขอพรคุณย่า กับทั้งเยี่ยมญาติ อย่างที่ตั้งใจเอาไว้                        ฉันคลำแผ่นอก...ก้อนเนื้อเต้น  ตึ่ก ตัก  ตึ่ก  ตัก ๆ  เหมือนจะบอกว่ายังไม่อิดอ่อนในการเต้นระบำกับชีวิตมา  13 ปี  ขอให้นอนหลับและฝันดีทุกคน   บันทึกเสร็จเวลา 23.13 น. วันที่ 13 เมษายน 2552(กระต่าย) ผีตัวเป็น ๆ ที่สัมผัสได้ค่ะ     ราตรีสวัสดิ์                        สมชาย หมดแก๊สไปกี่ถังแล้ว  ท่านมหาตะโกนมาจากศาลาข้างเมรุ  เดี๋ยวผมขอดูวาวด์ก่อนนะครับเขาวางสมุดบันทึกไว้ที่จิตกาธาน แล้วรีบไปดูวาวด์       ท่านครับเกือบ 2 ถังแล้ว  เขารายงานขณะที่ท่านมหาเดินขึ้นเมรุมาพอดี      นั่นสมุดอะไรหรือ   เออ ! คือว่าเป็นของผู้ตายมันอยู่ในถุงพลาสติก เข้าใจว่าเจ้าภาพคงเผลอเก็บรวมกับข้าวของใส่ในโลง   แล้วเป็นไง  ท่านมหาย้อนถาม   ครับคือว่า ผมอ่านแล้วรู้สึกอิ่ม อีกทั้งอิน และชวนให้ตั้งคำถามเพื่อต่อยอดความคิดอีกหลายประเด็นเขาพูดพลางหยิบน้ำเย็น ถวาย         ท่านครับ ท่านคิดว่าผีมีจริงไหมครับ   มันมีอยู่ในความไม่มี    สมชายคิ้วย่นยังงุนงง ในคำตอบขอได้โปรดให้อรรถาธิบายให้กระจ่างหูกระจ่างตาหน่อยเถิดท่านก็อย่างที่เอ็งอ่านบันทึกนั่นแหละ   เขาคือคนที่มีซากผีอยู่ในชีวิต  และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผีได้อย่างแนบแน่นอย่างกะปลาท่องโก๋  ทั้งยังรู้คุณค่าของก้อนเนื้อที่ได้มาด้วยการใช้เป็น และทำใจได้เอ็งคงเคยได้ยินคำว่า  จงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ  จงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต  แต่ข้าอยากต่ออีกนิด  จงสละชีวิตเพื่อชีวิตอีกหลายชีวิตได้มีลมหายใจต่อไป     แล้วจะมีผีที่ไหนให้น่ากลัวอีกเล่า    คนเราถ้าเข้าใจในสัจธรรมความเป็นจริง  รู้จักแบ่งบุญ  โลกก็คงเบิกบานมีระเบียบสดใสน่าอยู่กว่านี้แน่          เขาขยับเก้าอี้เข้าใกล้ท่านมหา  เงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ  เหมือนว่าอยากบรรลุอะไรบางอย่าง   แต่ในมือถือกระป๋องเบียร์ที่ยังไม่เปิดท่านครับ  คนที่บริจาคอวัยวะให้คนอื่น  ชาติหน้าถ้าเขาเกิดมาจะมีอวัยวะครบไหมครับขณะที่ตั้งคำถามมือดึงฝากระป๋องเบียร์เสียงดัง เป๊าะ  ฟองเบียร์ทะลัก  เขาแลบลิ้นเลียอย่างรีบร้อนเอ็งเงยหน้าขึ้นฟ้า  มองไปที่เชิงชั้นฉัตรยอดเมรุ  เห็นต้นไม้ต้นเล็ก ๆ นั่นไหม   ตรงนั้นเป็นปูนแต่มันยังเจริญเติบโตได้  นับประสาอะไร   ยิ่งถ้าต้นไม้ต้นใดได้อยู่ในที่มีดินอุดมสมบูรณ์ก็ย่อมเจริญพันธุ์  พร้อมให้นกกามาพึ่งพาอาศัยร่มเงา  และได้กินดอกผลแห่งเมล็ดพันธุ์อีกทั้งช่วยขยายพันธุ์   เมื่อพวกมันโบยบินไปถ่ายมูลไว้ที่ใด  ที่แห่งนั้นย่อมมีชีวิตที่งอกเงยงดงาม   นี่คือวัฏจักรชีวิต           ผู้ให้อวัยวะก็เช่นเดียวกัน   ถ้ามีโอกาสได้เกิดมาอีกชาติหนึ่งไยต้องไปกังวลกับอวัยวะที่บริจาค  เพราะนั่นคือบุญมหาศาล  เมื่อปฏิสนธิในที่แห่งใดย่อมงอกเงยงดงามได้ใหม่ในที่แห่งนั้น   ทั้งใหม่สด ซิง ๆ เสียด้วย  ร้องอุแว้ อุแว้ เลยล่ะ  ท่านมหาก้มหน้าอธิบายร่ายปรัศนีชีวิตเสียยืดยาว เบียร์กระป๋องยิ่งถือไว้นานยิ่งขม  สมชายบ่นพึมพำกับรสชาติที่ขาดน้ำแข็งก็แน่ล่ะซี  มันไม่ขมที่ปากลิ้นเท่านั้น  แต่มันจะขมแข็งติดตับ   แล้วสักวันก็จะแตก ตุ๊บ ตั๊บตุ๊บ ตั๊บ  อย่างเสียงเผาผีไม่ผิดเพี้ยน    แก่คงไม่มีโอกาสได้เป็นนายกสมาคมสัปเหร่อ กทม.แล้วกระมัง      ท่านมหากล่าวเชิงประชดประชัน    แต่เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ  เพราะรู้ว่าฝากปากฝากท้องไว้กับวัดตามที่ท่านมหาได้ให้เหตุผลมาทั้งหมด  ทำให้ผมอยากจะบริจาคร่างกายเสียแล้วล่ะครับขออย่างเดียวเวลาดองศพ  กรุณาสวมกางเกงในให้ด้วยเถอะ  เพราะว่าผมเคยไปดูห้องเก็บศพแต่ละศพนอนเปลือยโป๊ โด่ ซะเด้งเชียว  เขาอายนะ   ไอ้เวร  เอ็งคิดมากถึงเพียงนี้เลยหรือวะ  ตายแล้วยังจะติดหล่ออีก   ดูข้าสิ  ตั้งแต่บวชมายังไม่เคยรู้จักกางเกงใน  ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า   ท่านมหาสบถแบบมีอารมณ์สมชายยกมือไหว้ท่วมหัวสาธุ   แล้วลุกไปเปิดประตูเตาเผาผีอีกครั้ง                                                                                                                                                                    เปลวเพลิงลามเลียซาก  ดุจว่าอร่อยรสอันเลอเลิศ   ไฟฟอนสีส้มอมแดงแผดเผาองคาพยพพร้อมกับเหตุการณ์ที่เป็นไป...    ภายใต้หน้ากากครอบแว่นตาดำของเขาภาพทรวงอกยังคุกรุ่นอัคคีกาลอันร้อนระอุ คล้ายภูเขาไฟปะทุลาวา  ดอกบัวตูมดอกนั้นผุดอยู่ใจกลางลาวาร้อน   ทว่าช่างงดงามในผนึกนึกคิดของเขาเป็นยิ่งนักใครหนอคือเจ้าของดอกบัวตูมดอกนั้นข้าว่าเอ็งน่าจะบวชเสียตั้งนานแล้ว   อุตส่าห์เรียนจนจบปริญญา  ฝากให้ไปทำงานที่บริษัทฯได้ไม่นาน  ยังหนีไม่พ้นวัดมาเป็นว่าที่นายกสมาคมสัปเหร่อเอาจนได้อย่าโกรธข้านะ  ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงอนาคตเอ็ง  กลัวจะหมดไปกับน้ำเมานั่นประไรท่านมหากึ่งบ่นกึ่งสอนด้วยความเอ็นดู  และเอ่ยถามถึงสมุดบันทึกเล่มนั้นอ๋อ ! อยู่นี่ครับ   ผมว่าท่านเก็บไว้ก็ดีนะ    พรุ่งนี้เช้าเก็บอัฐิ  จะได้แก้ต่างให้ผมว่าไม่ใช่สัปเหร่อขี้ขโมย   ผมไม่มีเจตนาจริง ๆ   เพราะมันอยู่ในถุงพลาสติกจึงต้องเอาออกจากโลงเขายิ้มเจื่อน ๆ  ใจยอมรับกับสิ่งที่กระทำ     ไม่เป็นไรหรอกนึกว่าเห็นแก่มุโขโลกนะ  ข้ากับเจ้าภาพรู้จักกัน  อีกอย่างจะหาโอกาสไปเยี่ยมคุณฆ้องที่โรงพยาบาล  ทราบว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ แกเจ็บหนักเอาการ  ต้องถูกผ่าตัด  แต่หมอยังรอเลือดบริจาค  เพราะแกกรุ๊ป AB หาเลือดยาก  ส่วนลูกสาวเจ็บนิดหน่อย      ว่าแต่เอ็งเถอะปลงได้หรือยังกับเรื่องผี ๆ      แหม !  ทั้งที่มัดตราสังศพแทบทุกวันยังไม่เปิดโลกทัศน์ให้รู้ปลงอีก  ท่านมหาถอนลมหายใจยาว...นึกถึงธรรมสังเวชสมัยนี้  ผีตัวเป็น ๆ ที่มีศีลธรรมมีน้อย   ส่วนใหญ่เป็นผีที่ยั้วเยี้ยยัดเยียดแย่งกันอยู่  จนโลกขึ้นสนิม      ท่านกล่าวสำทับพร้อมกับยกแก้วน้ำขึ้นจิบในรสชาติจืด ๆ  แต่แจ่มอยู่ในจิตใจใครบางคน      สมชายกดปุ่มเปิดประตูเตาครั้งสุดท้าย  เปลวเพลิงลดระดับอุณหภูมิความร้อนแรงซากสรีระมอดไหม้เกือบหมดแล้ว       ซากกาลเวลาเกือบสิ้นสุดซากความโศกเศร้ายังล่องลอยในอากาศ รอกิเลสสูดดมซากความคิดยังต่อยอดแบ่งบาน ดังดอกบัวตูมดอกนั้น  และอีกหลาย ๆ ดอก  อันจะยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างไม่จบสิ้นอวสาน                        รุ่งเช้าของวันใหม่   เวลา 07.13 น.  แสงแดดอ่อนเลียต้นไม้อ่อน ๆ ปลายเชิงชั้นฉัตรยอดเมรุเก่า      นกพิราบไซ้ซอกขนบนช่อฟ้าหลังคาโบสถ์     สมชายเรียงอัฐิสีขาวหม่นเป็นรูปคนเจ้าภาพหน้าหม่นหมองนองน้ำตาในพิธี       พระสงฆ์ 4 รูป  ห่มจีวรสีกรักหมองริ้วรอยหม่นอันมีพระมหาเชวงวงศ์เป็นหัวหน้า     พิจารณาผ้าบังสุกุล  อนิจจา วตสังขารา ฯ  (เสร็จพิธี)สมชาย...เพลวันนี้ ข้าไม่อยู่ฉันนะ  ถ้ามีญาติโยมถามถึง ให้บอกว่ามีธุระไปศูนย์รับบริจาคสภากาชาดไทย    ท่านมหาเอ่ยปาก แล้วก้าวขึ้นแท็กซี่ออกจากวัดบัดเดี๋ยวนั้น...แสงแดดกระทบเหลี่ยมกระจกหลากสีปลายช่อฟ้างามระยิบระยับ    นกพิราบสลัดปีกเบาสบายโบยบินไปในอากาศ อันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างอิสระ   เวลา  08.13 น.( เรื่องสั้น ผีตัวเป็น ๆ  เขียนโดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน)